Logo Background RSS

การทำงานเป็นทีมด้วย “ความรัก” ตามแนวพุทธศาสนา

  • Written by admin No Comments Comments
    Last Updated: April 3rd, 2011

    ท่านปัญญานันทภิกขุ กล่าวว่า “…ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เราถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือ คิดว่าขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข ความเจริญ งดเว้นจากการคิดเบียดเบียนกัน ริษยากัน พยาบาทอาฆาตจองเวรกัน ไม่มีอารมณ์เกลียด ไม่มีอารมณ์ชังต่อสิ่งใด ๆ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือว่าจะเป็นคนเสีย ถ้าเป็นคนดี เราก็ดีใจกับเขา ถ้าเป็นคนเสีย เราก็เสียใจกับเขา แล้วเราตั้งใจว่า ขอให้เขาดีเสียเถิด ขออย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้พ้นจากความชั่วความร้ายในชีวิตเสียเถิด…” “ความรัก” ตามแนวพุทธศาสนา การที่ท่านปัญญานันทภิกขุกล่าวเช่นนี้ เป็นการนำคำสอนในศาสนาพุทธมาเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต และเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างบรรยากาศการทำงานได้ด้วย ท่านยังกล่าวอีกว่า “…เราอย่าไปโกรธเขา เราอย่าไปเกลียดเขา ให้นึกถึงอกเขาอกเราว่า เราต้องการความสุขอย่างใด เขาก็ต้องการความสุขอย่างนั้น เราเกลียดความทุกข์อย่างใด เขาก็เกลียดความทุกข์อย่างนั้น สิ่งใดเราไม่ชอบ สิ่งนั้นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน เวลาเราพบใครเราก็ควรนึกว่าขอให้คุณเป็นสุข เป็นสุข ขอให้คุณปราศจากความทุกข์ความเดือดร้อน ขอให้คุณมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในการงาน เพียงแต่เราคิดเท่านั้น เราก็สบายใจแล้ว เพราะเป็นความคิดที่แผ่เมตตาปรารถนาดีต่อเขา ถ้าเราคิดให้คนอื่นสบาย เราก็สบาย ถ้าเราคิดให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็จะมีความทุกข์ความเดือดร้อน ลองพิจารณาตัวท่านเอง ขณะใดที่ท่านเกลียดคนอื่น โกรธคนอื่น ท่านคิดพยาบาทคนอื่น ท่านมีความริษยาคนอื่น ความรู้สึกในใจของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ใจของท่านร้อน ใจของท่านมืดมัว ใจของท่านวุ่นวาย ไม่มีความสงบเกิดขึ้น เราไม่ควรจะคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไรที่เป็นไปในทางเหี้ยมโหด ดุร้าย แต่ควรจะคิด พูด ทำ แต่ในทางที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ของผู้อื่นอย่างแท้จริง…”ดังนั้นการที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นต้องมีฐานของ “ความรัก” ผู้อื่นอยู่ในใจ ความรักมีอยู่ในสัตว์โลกทุกชนิด ท่านยังได้กล่าวถึงความรักไว้ดังนี้ “…เราทั้งหลายจึงควรจะอยู่กันด้วยความรัก เลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกอาฆาตพยาบาท จองเวรแก่กันและกัน ถ้าหากว่าเรามีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันกับใครๆ อยู่บ้าง เราก็เลิกจากสิ่งนั้น เรามาคิดสอนตัวเองว่า ตั้งแต่โกรธเขา เกลียดเขา พยาบาทจองเวรเขา มันมีอะไรดีขึ้นในชีวิตของเราบ้าง ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าเรากลับต้องมีความทุกข์ยากทางจิตใจ ต้องหวาดระแวงภัยอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าคนนั้น จะมาทำร้ายเรา จะมาเบียดเบียนเรา จะมาสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เรา การเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น มันจะมีความสุขที่ตรงไหน ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นความคิดที่เบียดเบียน ตรงกันข้าม ถ้าเราคิดไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำใครให้เดือดร้อน เราก็มีความสุขความสบาย ตามที่พระพุทธภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัพพะยาปัชฌัง สุชัง โลเก – การไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลก” การไม่เบียดเบียนกันก็ต้องมีความรักกัน…” การเชิญชวนให้มี “ความรัก” นั้นเป็นหนทางของการใช้ชีวิตรวมถึงการทำงานกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ฐานของการคิดนี้มีความจำเป็นสำหรับประชาชนคนทำงานทั่วไปที่ต้องทำงานกับผู้อื่น หรือ การทำงานเป็นทีมนั่นเองการทำงานเป็นทีมด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัจจุบันการทำงานเป็นทีมสามารถทำได้โดยผ่านช่องทางของเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ที่ทำงานร่วมกันอาจไม่เคยเห็นหน้ากันจริง ๆ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่คนละถิ่นฐาน คนละประเทศ คนละซีกโลก แต่สามารถทำงานร่วมกันจนบรรลุผลสำเร็จได้ การทำงานเป็นทีมในสภาพการณ์นี้ดูเหมือนว่าไม่ต้องการความรัก แต่ความจริงแล้วความรักยังมีความจำเป็นและต้องใช้อยู่เหมือนเดิม นอกจากนั้นยังต้องมีความ มุ่งมั่น ตั้งใจแน่วแน่ และหาทางแก้ไขให้มากขึ้นอีกด้วยความรักตามแนวพุทธศาสนาสำหรับการทำงานเป็นทีมปรากฏอยู่ใน “อิทธิบาท 4” ซึ่ง แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรมเป็นเครื่องมือที่ทำให้บรรลุถึงความสำเร็จตามที่ได้กำหนดเป็นเป็นวัตถุประสงค์ไว้ การทำกิจกรรมที่หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำด้วยสิ่งที่เรียกว่า “อิทธิบาท” ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ๑. ฉันทะ หมายถึง ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น ในฐานะเป็นสิ่งที่ถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะมีได้ และความรักความพอใจนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อ ๆ ไปทุกข้อ๒. วิริยะ หมายถึง ความมุ่งมั่น พากเพียร เป็นการกระทำที่สามารถทำได้อย่างติดต่อกันอย่างไม่ขาดตอนเป็นระยะยาวนานจนประสบความสำเร็จ คำนี้จึงมีความหมายของความอดทน กล้าหาญอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง๓. จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ จดจ่อ ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตน สามารถทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้จึงรวมความหมายของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วย๔. วิมังสา หมายถึง ความหมั่นหาเหตุผล คำอธิบายของสิ่งนั้นรวมทั้งการหาความสัมพันธ์ของเหตุและผล แห่งความสำเร็จที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้จึงรวมความหมายของคำว่า ปัญญา หรือ ความฉลาด อยู่ด้วยดังนั้นการทำนายความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการทำงานเป็นทีมจึงพิจารณาได้จากผู้ทำงานสามารถมีและใช้ธรรม ๔ อย่างนี้ได้มากน้อยเท่าใด ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่ต่อเนื่องกัน และแต่ละธรรมมีหน้าที่เฉพาะของตนอย่างชัดเจน การให้น้ำหนักแต่ละธรรมในฐานะที่เป็นปัจจัยของความสำเร็จในการทำงานเป็นทีมย่อมแตกต่างกันไปตามภารกิจหรืองานที่ทำ การวิจัยเพื่อหาน้ำหนักของแต่ละธรรมในระบบการทำงานเป็นทีมจึงสามารถหาได้ในเชิงของสถิติ วิจัย ที่อธิบายอิทธิพลของแต่ละธรรมได้อย่างดีการออกแบบระบบสารสนเทศสำหรับการทำงานเป็นทีมตามแนวอิทธิบาท ๔ ระบบสารสนเทศ ( Information System หรือ IS) เป็นระบบงานที่เกิดจากการประยุกต์คอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม การประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และการเรียกใช้ข้อมูล เพื่อทำให้เป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่การใช้งาน ระบบสารสนเทศประกอบด้วย คน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล กระบวนการ และการเชื่อมต่อ โดยมีขั้นตอนและกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศที่นักพัฒนาระบบสามารถเลือกใช้ได้อย่างหลากหลายการออกแบบระบบสารสนเทศด้วยการใช้อิทธิบาท ๔ นั้น เป็นการใช้ฐานความคิดของธรรมทั้ง ๔ ที่ต้องสอดแทรกให้ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถมารถทำให้ผู้ใช้ระบบทำงานเป็นทีมมีความรัก ความพอใจในการใช้ระบบ ดังนั้นในทุกขั้นตอนการออกแบบระบบสารสนเทศผู้พัฒนาระบบต้องมุ่งหวังให้ผู้ใช้ มีความรัก ความพอใจอยู่เสมอ ถ้าผู้พัฒนาระบบมีความรักในการพัฒนาและใช้ธรรมแห่งความสำเร็จอยู่ในจิตสำนึกในระหว่างการพัฒนาแล้วเชื่อว่าอนุภาพของพลังแห่งความรักนี้จะถูกถ่ายทอดแฝงเอาไว้ แนบติดกับระบบที่พัฒนาขึ้น จะเป็นระบบที่สมบูรณ์ทั้งฟังชั่น ความประณีต ความงาม และความน่ารักอยู่ในตัวประเด็นของความรักและความพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศนั้น เป็นหัวข้อหนึ่งของการประเมินคุณภาพของระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะในกระบวนการทดสอบ และประเมินระบบสารสนเทศแบบ Black Box Testing ซึ่งอาจจะแฝงไว้ในรูปของการวัดความสามารถในการใช้งานได้อย่างง่าย สวยงาม น่าใช้ สะดวก เป็นต้น แต่เบื้องหลังที่พื้นฐานของการทดสอบนั้น เพื่อวัดความรักที่ผู้ใช้มีต่อระบบที่พัฒนาขึ้นนั่นเอง เพราะถ้ามีความรักในระบบแล้ว ผู้ใช้ระบบก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ทำได้อย่างยาวนาน และพบกับความสำเร็จในที่สุดนอกจากการสอดแทรกอิทธิบาทไว้ในฟังชั่นของระบบงานที่พัฒนาขึ้นแล้ว ในการออกแบบพัฒนาระบบนั้นควรให้ความสำคัญกับการป้องกันหรือแก้ไข พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การทำลายความรัก ความสามัคคีในการทำงานร่วมกันด้วย เช่น การควบคุมความรับผิดชอบของแต่ละคน การตรวจสอบความก้าวหน้าในการทำงานของสมาชิกในทีม และการเคารพความคิดเห็นของทีมงานเป็นต้นอย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบสารสนเทศต้องเกี่ยวข้องกับการใช้เวลาและค่าใช้จ่าย การลงทุนเพื่อการออกแบบระบบสารสนเทศให้ผู้ใช้งานมีความรัก และใช้ความรักในการทำงานเป็นสิ่งที่อยู่ในอุดมคติ แต่จากการพัฒนาระบบสารสนเทศในปัจจุบันพบว่ามีระบบสารสนเทศจำนวนมากที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ใช้ ทั้งที่เป็นระบบขนาดใหญ่ และเป็นระบบย่อยบน iPad หรือ iPhone หรือ ตอมพิวเตอร์ระบบสัมผัสต่าง ๆ การวิจัยเพื่อทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานระบบสารสนเทศได้อย่างมีความสุข และทำงานกับระบบได้ยาวนานได้นั้น ทั้งผู้ออกแบบระบบและผู้ใช้งานมีและใช้อิทธิบาท ๔ และใช้ธรรมนั้นอย่างไรในการทำงานยังเป็นประเด็นที่รอการศึกษาวิจัยอีกมากสรุป การทำงานเป็นทีมด้วยความรักตามแนวพุทธศาสนานั้น ถึงจะเป็นการทำงานผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่ยังจำเป็นต้องใช้ความรักที่อยู่ในอิทธิบาท ๔ ผู้พัฒนาระบบและผู้ใช้ระบบสารสนเทศในการทำงานเป็นทีมควรตระนักถึงการนำธรรมแห่งความสำเร็จทั้ง ๔ ไปใช้ในการออกแบบระบบและเอื้อให้ผู้ใช้ได้ใช้อิทธิบาท ๔ นั้นด้วยเพราะสิ่งที่ท่านตั้งใจ ตั้งจิต ในขณะทำงานพัฒนาระบบนั้นจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นส่วนหนึ่งที่ “แนบติดกับระบบ” จนผู้ใช้สามารถรู้สึกถึงความตั้งใจ ตั้งจิต ผ่านความน่ารัก ความประณีต และความสวยงามของระบบที่ผู้พัฒนาได้ฝัง (Embeded) ความรักและความรู้สึกดี ๆ ลงไปไว้ในระหว่างการพัฒนา การใส่ความรักหรือความรู้สึกดี ๆ เข้าไปในระบบงานที่พัฒนาขึ้นสร้างมูลค่าเพิ่มทางจิตใจซึ่งแสดงออกเป็นความซาบซึ้งในคุณค่าผลงานได้อย่างมากรองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

    Original Page: http://www.thairath.co.th/content/edu/159251

  • หัวข้อข่าวอื่นๆ : ข่าว กทม สังคม อาชญากรรม การศึกษา การเมือง กีฬา ต่างประเทศ บันเทิง วิทยาการ เศรษฐกิจ เกมส์

  • Warning: mysql_real_escape_string(): Access denied for user ''@'localhost' (using password: NO) in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_real_escape_string(): A link to the server could not be established in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_real_escape_string(): Access denied for user ''@'localhost' (using password: NO) in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_real_escape_string(): A link to the server could not be established in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_real_escape_string(): Access denied for user ''@'localhost' (using password: NO) in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_real_escape_string(): A link to the server could not be established in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_query(): Access denied for user ''@'localhost' (using password: NO) in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

    Warning: mysql_query(): A link to the server could not be established in /srv/users/serverpilot/apps/thaibignews/public/wp-content/plugins/ot_plugins/theme-functions.php on line 23

Comments Closed

Closed หัวข้อนี้ไม่เปิดให้คอมเม้นครับ.